Butterfly Story
posted on 06 Oct 2009 14:22 by lunch-la in story-impressสำหรับเรื่องแรกที่เก็บมาฝาก เรื่องนี้อ่านแล้วโดนใจมากเลยค่ะ ได้รับมาจาก forward mail อยากให้คนที่เป็นพ่อ แม่ หรือแม้กระทั่งลูกๆ ทุกคนได้อ่านกันบ้าง น่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับการดำเนินชีวิตของเราบ้างก็ได้ เพราะทุกวันนี้ พ่อแม่บางคน อาจจะรักลูกมากจนเกินไป เลยลืมกันไปว่า สิ่งที่ให้ลูกนั้น มันมากเกินไปหรือป่าว จนบางครั้ง อาจจะเข้าตำราที่ว่า
"พ่อแม่รังแกฉัน" และสำหรับลูกๆ ทุกคน ก็ควรที่จะเข้าใจในความรักของ พ่อกับแม่ เราด้วยว่าสิ่งที่ท่านเตือนท่านสอนนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเรา ไม่มีใครที่จะหวังดี หรือรักเราจริง เท่ากับท่านอีกแล้ว
"BUTTERFLY STORY"
อยากให้สังคมเข้มแข็ง ต้องเริ่มจากครอบครัวที่เข้มแข็ง ค่อยๆ เรียนรู้ ล้มบ้าง เจ็บบ้าง ก็เพื่อให้เราได้แข็งแรง "ไม่มีความสำเร็จใด จะน่าภาคภูมิใจเท่ากับความสำเร็จที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเราเอง" คุณอาจจะจำวันที่คุณเดินเป็นวันแรกไม่ได้ แต่พ่อและแม่ของคุณทุกคนคงจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี นั่นคือก้าวแรกแห่งชีวิตของคุณ และไม่ว่าจะอีกกี่ก้าว ท่านก็จะคงอยู่เคียงข้างเราเสมอ ขอเพียงแต่ว่า ให้เราลองพยายามทำมันด้วยตัวของเราเอง ให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะล้มสักกี่หน เจ็บสักกี่ครั้ง ก็ขอให้สู้ต่อไปในระหว่างทานข้าวกลางวัน วนิดาซี่งเป็น ซีอีโอ ถามกิตติผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่รายงานตรงต่อเธอว่า
"กิตติ พี่สังเกตว่าคุณไม่เคยปิดมือถือเลย แม้กระทั่งเวลาประชุม แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัวออกไปจากที่ประชุมกลางคันเพื่อรับโทรศัพท์ พี่อยากรู้ว่าเป็นโทรศัพท์ของใครหรือ ทำไมมันสำคัญขนาดรอจนจบประชุมไม่ได้ พี่เห็นเป็นประจำเลยนะ"
กิตติ มีท่าทีอึดอัด เขาตอบว่า
"ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องสวนตัวนะครับ ผมขอโทษ"
วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี เธอเงียบไปสักครู่จึงพูดต่อ
"กิตติ เราสองคนทำงานด้วยกันมาพอสมควร คิดว่าพี่เป็นพี่สาวของคุณก็ละกัน เพราะพี่อายุมากกว่าคุณสองสามปีมีอะไรก็เล่าสู่กันฟังซิคะ เผื่อว่าพี่อาจจะแนะนำอะไรให้ได้บ้าง"
วนิดาเลือกใช้แนวทางพี่น้อง แทนที่เธอจะตำหนิเขาโดยตรง ในเรื่อง
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมแบบเจ้านายกับลูกน้อง วิธีนี้ได้ผล! กิตติสารภาพออกมาแบบกระอักกระอ่วน
"ก็...คือว่า...พี่อย่าโกรธผมนะครับ มันเป็นโทรศัพท์มาจากลูกสาวผมเองเธอเพิ่งไปเรียนไฮสคูลที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือน โรงเรียนที่ลูกสาวผมเรียนนี้ค่อนข้างจะเข้มงวด แถมมีการบ้านจมเลยตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ ผมช่วยติวและทำการบ้านร่วมกับเธอบ่อยๆ ลูกคนเดียวเธอคือดวงใจของผมเลยครับ ผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่นติดขัดเรื่องการบ้านละก็โทรมาหาผมได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ผมจะคอยช่วยเหลือเธอผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว ตอนค่ำเมื่อกลับบ้านผมก้แทนจะไม่ได้พักผ่อน แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้านแล้วก็แฟ็กซ์ส่งไปเรื่องคณิตศาสตร์บ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ผมอยากให้เธอประสบความสำเร็จ ผมต้องขอโทษที่บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง "
กิตติจบเรื่องลงด้วยท่าทีละอายใจ วนิดาแสดงความเห็นใจ
" เรื่องของคุณมันฟังแล้วคุ้นๆ มากเลย พี่พอจะจินตนาการออกถึงความลำบากใจของเธอ พี่เองก็มีลูกสาวเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา พี่เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรีแล้วไปต่อโทเลย จึงไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นพอทำกรณีศึกษาก็มักจะไม่ทันเพื่อนเขา หรือไม่เข้าใจ แถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีกพี่เลยต้องช่วยทำเคส แล้วก็
อีเมล์ไปให้เธอ แต่ว่าตอนนี้พี่หยุดช่วยเธอแบบนั้นแล้วล่ะค่ะ "
กิตติถามด้วยความประหลาดใจ
" ทำไมละครับ พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ หรือว่าพี่เห็นว่างานมีความสำคัญกว่าครอบครัวครับ "
วนิดาตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า
" พี่ยังรักลูก และเห็นคุณค่าของครอบครัวและงานเหมือนเดิม พี่โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นวิธีที่พี่ช่วยลูกสาว แล้ววันหนึ่งเขาก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Power of Failure โดย Charles C.Manz และมีการแปลเป็นไทยในชื่อ วิกฤติคือโอกาส โดยพสุมดี กุลมา เรียบเรียงโดย นราธิป นัยนา เพื่อนอเมริกันเขาคั่นเรื่องๆ หนึ่งให้พี่อ่านโดยเฉพาะเลย พี่จะเล่าให้เธอฟัง"
.................
มีชายคนหนึ่งนั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนจะออกจากรังไหม
เจ้าผีเสื้อดินรนไปซักพัก จนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาดป็นรูเล็กๆ
ชายคนนั้นมองด้วยความสนใจ เจ้าผีเสื้อดูเหมือนจะหยุดไป ที่จริงผีเสื้อมันพักเพื่อนที่จะดิ้นรนต่อไป แต่ว่าชายคนนั้นคิดไปเองว่าผีเสื้อคงติดใยรังไหม ไม่สามารถจะออกมาได้ด้วยตนเอง ด้วยความหวังดี เขาจึงนำกรรไกรขนาดเล็กมาตัดใยรังไหมนั้น ทำให้รูมันขยายใหญ่ขึ้น เจ้าผีเสื้อเห็นรูยายใหญ่ขึ้นมันก็คลานต้วมเตี้ยมออกมา แต่เขาสังเกตว่าตัวมันมีขนาดเล็กกว่าปกติ ปีกเหี่ยวยน แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อก็มีลักษณะบวมผิดปกติ กลายเป็นว่าในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกาย เพื่อพยายามจะดันตัวมันออกจากรังไหมนั้น เป็นกระวบการธรรมชาติที่จะกระตุ้นใน่ของเหลวชนิหนึ่งที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อเคลื่อนที่มาสู่ปีก เพื่อทำให้ปีกแข็งแรงเพียงพอจะบินได้ ด้วยความปรารถนาดีของชายคนนั้น ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงเหี่ยวย่นไม่แข็งแรงเพียงพอจะบินได้ แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ เพราะของเหลวที่ควรจะอยู่ที่ปีก ดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว เจ้าผีเสื้อตัวนี้ออกจากใยมาได้ด้วยความสบาย แต่ต้องพิกลพิการ และบินไม่ได้ไปชั่วชีวิตของมัน
....................
อุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตของคน ก็คล้ายๆ กันกับสิ่งที่เจ้าผีเสื้อเผชิญไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ความก้าวหน้าในชีวิต การพัฒนาทักษะ
ความกล้าหาญ
ความมุ่งมั่น ล้วนแล้วแต่น่าสงสารและน่าเห็นใจ
แต่คุณค่ามาก็ด้วยการล้มเหลวอย่างถูกวิธี
เราจะคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต
โดยไม่มีความล้มเหลวนั้นเป็นไปไม่ได้
เมื่อเราเผชิญอุปสรรค แล้วเราหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน เท่ากับว่าเรากำลังเสียโอกาสสำคัญในการเรียนรู้บทเรียนที่จำเป็นอยู่ยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิตขอคน
กิตติฟังด้วยความสนใจ
"โอ้โฮ เรื่องนี้จุดประกายน่าดูครับ แต่ผมกลัวว่าลูกผมจะเกลียดผมนะซีครับ"
วนิดาเสริมต่อ
" มีคำพูดที่ว่า No pain No gain ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้ "
ที่จริงพวกเรานะผิดเองที่ป้อนลูกๆ เรามากไป
สำหรับกรณีของพี่ พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจด้วยการเล่าเรื่องนี้แหละหลังจากนั้น พี่ก็ขอโทษสำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกแบบผิดๆ ในอดีตลูกๆ ของเราเขาฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้นะ ...... กิตติ คุณลองมองไป
รอบๆตัวเราสิ เรามีพนักงานที่มีความรู้ มาจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทนต่อปัญหาและอุปสรรค คนที่ควรถูกตำหนิคือ พ่อแม่ของเขา คุณอยากถูกคนอื่นเขาต่อว่าแบบนี้ในอนาคตไหมล่ะ แถมลูกๆ ของเรายังอ่อนแอไม่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้.... คุณมีสิทธิ์เลือกนะ..."
The End..............

edit @ 6 Oct 2009 17:03:13 by lunch-la
edit @ 7 Oct 2009 11:02:44 by lunch-la
edit @ 7 Oct 2009 11:21:05 by lunch-la